วันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ทึ่ง!หนุ่มอังกฤษพิชิต อเมซอน คนแรก " Ed Stafford " รวมถึงการเอาตัวรอดคนเดียวที่ประเทศไทย





นักผจญภัยชาวอังกฤษประสบความสำเร็จ เดินเท้าท่องอเมซอนทั้งสายเป็นคนแรก ใช้เวลา 859 วัน ถูกยุงกัดไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นครั้ง กินปิรันย่าประทังชีวิต

                                                       ( ภาพในประเทศไทย ภาคเหนือ ) 




นายเอด สตาฟฟอร์ด นักผจญภัยวัย 34 ปี จากเมืองไลเซสเตอร์เชียร์ของอังกฤษ กลายเป็นบุคคลแรกที่เดินเท้าท่องลำน้ำอเมซอน ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดในโลก ได้ตลอดทั้งสาย โดยใช้เวลาในการเดินฝ่าดงพงไพร 859 วัน หลังเริ่มออกเดินทางจากยอดเขามิสมี่ (Mismi) ในเปรู ซึ่งเป็นต้นน้ำของลำน้ำอเมซอนเมื่อเดือนเม.ย.51 ก่อนจะถึงจุดหมายที่บริเวณปากแม่น้ำอเมซอนเมื่อวานนี้ (9 ส.ค.)




นาย สตาฟฟอร์ดเริ่มออกเดินทางกับเพื่อนนักผจญร่วมชาติที่ต้องยกเลิกความตั้งใจโบกมืออำลาไปก่อน ทำให้นายสตาฟฟอร์ดต้องเดินทางท่องลำน้ำอเมซอนโดยลำพัง และต้องเผชิญกับความยากลำบากตลอดเวลา 2 ปีครึ่งของการผจญภัย ถูกยุงกัดไม่น้อยกว่า 50,000 ครั้งและต้องเจอกับสัตว์มีพิษนานาชนิด ไม่ว่าจะแมงป่อง, งู หรือมด นอกจากนี้ยังมีโรคผิวหนังคอยรังควานและต้องกินปลาปิรันย่าที่ดุร้ายประทังชีวิต
แม้จะเป็นการผจญภัยที่เสี่ยงต่อชีวิต แต่ความสำเร็จก็สร้างความภาคภูมิใจให้นายสตาฟฟอร์ดเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากเป็นการผจญภัยเพื่อการกุศลเรียกร้องให้คนตระหนักถึงปัญหาการคุกคามผืนป่าอเมซอนและคนพื้นเมืองแล้ว ยังทำให้เด็กๆ รู้สึกตื่นเต้นไปกับการผจญภัยและได้ซึมซับเป็นส่วนหนึ่งกับผืนป่าอเมซอน
นายสตาฟฟอร์ดยังบันทึกภาพการผจญภัยเอาไว้และจะนำไปทำเป็นสารคดีเผยแพร่สู่สาธารณชนต่อไป
                                      ( ภาพการเอาตัวรอดที่ประเทศไทย ภาคเหนือ )

ติดตามผลงานของเขาได้ ตามลิ้งนี้นะครับ จะเป็นการผจญภัยเอาตัวรอดที่ประเทศไทย ไม่มีเสื้อผ้า ไม่มีอาหาร ไม่มีน้ำ ต้องผเชิญกับ ลม ฝน อากาศแปรปรวน ที่ประเทศไทย ภาคเหนือตอนบน
ท่านสามารถรับชมตามลิ้งด้านล้างได้เลยครับ

https://www.youtube.com/watch?v=3vOB3l8ojvI&t=1554s

วันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ที่มาของคนอีสานมาจากไหน? ประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 1,000 ปี แชร์บอกลูกบอกหลานเรา

ไทยอีสาน เป็นประชากรกลุ่มใหญ่ พูดภาษาไทย-ลาว (ภาษาอีสาน) เป็นกลุ่มผู้นำทางด้านวัฒนธรรมภาคอีสาน เช่น ฮีต คอง ตำนาน อักษรศาสตร์ จารีตประเพณี นิยมตั้งหมู่บ้านเป็นกลุ่มบนที่ดอน เรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า “โนน” ยึดทำเลเพื่อการทำนาเป็นอาชีพสำคัญ อาศัยอยู่ทั่วไป
เรื่องถิ่นเดิมของชาติพันธุ์ลาวมีแนวคิด 2 อย่าง ซึ่งก็มีเหตุผลสนับสนุนพอ ๆ กันคือ
1. ถิ่นเดิมของลาวอยู่ที่ภาคอีสานนี่เอง ไม่ได้อพยพมาจากไหน
ถ้าเหมาว่าคนบ้านเชียงคือลาว ก็แสดงว่าลาวมาตั้งหลักแหล่งที่บ้านเชียงมากกว่า 5600 ปีมาแล้ว เพราะอายุหม้อบ้านเชียงที่พิสูจน์โดยวิธีคาร์บอน 14 บอกว่าหม้อบ้านเชียงอายุเก่าแก่ถึง 5600 ปี กว่าคนบ้านเชียงจะเริ่มตีหม้อใช้ในครัวเรือน ก็ต้องสร้างบ้านเรือนอยู่อาศัยก่อนหน้านั้นแล้ว แนวความคิดนี้ยังบอกอีกว่านอกจากลาวจะอยู่อีสานแล้ว ยังกระจายไปอยู่ที่อื่นอีก เช่น เวียดนาม จีน ญี่ปุ่น ยุโรป แล้วข้ามไปทวีปอเมริกาเป็นพวกอินเดียนแดง.
2. ถิ่นเดิมของลาวอยู่ที่ภาคอีสานและมีมาจากที่อื่นด้วย (อภิศักดิ์ โสมอินทร์. 2540 : 69)
แนวคิดนี้เชื่อว่า คนอีสานน่าจะมีอยู่แล้วในดินแดนที่เรียกว่า “อีสาน”หรือส่วนหนึ่งของสุวรรณภูมิ โดยประมาณ 10,000.- ปีที่ผ่านมา นักมานุษยวิทยา และนักประวัติศาสตร์ได้สันนิษฐานว่า ได้มีการอพยพของพวกละว้า หรือข่าลงมาอยู่ในแดนสุวรรณภูมินับเป็นคนพวกแรกที่เข้ามา พอเข้ามาอยู่สุวรรณภูมิก็แบ่งเป็นอาณาจักรใหญ่ ๆ 3 อาณาจักร คือ อาณาจักรทวารวดี ซึ่งมีนครปฐมเป็นราชธานี มีอาณาเขตถึงเมืองละโว้(ลพบุรี) อาณาจักรที่สองคือโยนก เมืองหลวงได้แก่เมืองเงินยาง หรือเชียงแสน มีเขตแดนขึ้นไปถึงเมืองชะเลียงและเมืองเขิน อาณาจักรที่สามคือโคตรบูร ได้แก่บรรดาชาวข่าที่มาสร้างอาณาจักรในลุ่มน้ำโขง มีเมืองหลวงอยู่ที่เมืองโคตรบูรณ์ ซึ่งอยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง
พระธาตุพนม
ชาวเมืองหนองหาน
ภาพถ่ายอีสานโบราณ สตรีในวงศ์เจ้าเมืองนครพนม ถ่ายภาพที่สกลนคร มณฑลอุดร ปีค.ศ. 1907
จากแนวคิดที่ 2 จะเห็นว่าในคำรวมที่นักมานุษยวิทยา และ นักประวัติศาสตร์เรียกว่า “คนอีสาน” นั้นน่าจะมีคนหลายกลุ่มหลายชาติพันธุ์ปะปนกันอยู่ และในหลายกลุ่มนั้นน่าจะมีกลุ่มชาติพันธุ์“ลาว”อยู่ด้วย ซึ่งสอดคล้องกับหลักฐานจากงานเขียนของนักวิชาการบางคนที่กล่าวว่า หลังจากพวกละว้าหรือพวกข่าหมดอำนาจลง ดินแดนอีสานก็ถูกครอบครองโดยขอมและอ้ายลาว ต่อมาขอมก็เสื่อมอำนาจลง ดินแดนส่วนนี้จึงถูกครอบครองโดยอ้ายลาวมาจนถึงปัจจุบัน
พระธาตุหลวงเวียงจันทน์
การรักษาผู้ป่วยด้วยความรู้ความเชื่อในท้องถิ่น, หลวงพระบาง
ถ้าเป็นอย่างนี้จริงจึงสรุปได้ว่า “อ้ายลาว” ก็คือกลุ่มชาติพันธุ์ลาวนั่นเอง อ้ายลาวเป็นสาขาหนึ่งของมองโกลเดิม อยู่ทางตอนบนของแม่น้ำแยงซีเกียงและแม่น้ำเหลือง (ปัจจุบันมีชาว“จ้วง” ในมณฑลกวางสีราว 18 ล้านคน ที่มีสำเนียงภาษาพูดคล้ายคลึงกับคนไทยอีสานมาก,ดูคลิปวีดิโอแนบท้ายบทความ) ก่อนที่จะอพยพเข้าครอบครองอีสานนั้นได้รวมตัวกันตั้งเมืองสำคัญขึ้น 3 เมือง คือ นครลุง นครเงี้ยว และนครปา
ต่อมากลุ่มอ้ายลาวเกิดสู้รบกับจีน สาเหตุเพราะจีนมาแย่งดินแดน อ้ายลาวสู้จีนไม่ได้จึงอพยพลงใต้ถอยร่นลงมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาตั้งอาณาจักรอยู่บริเวณ”ยูนาน”ในปัจจุบัน (ยูนนานเป็นส่วนหนึ่งของอุษาคเนย์ ทั้งภูมิประเทศและอากาศทางใต้ของยูนนานคล้ายลาว ไทย พม่า และเวียดนามมากกว่าจีน คนพื้นเมืองก็คล้ายๆ คนอีสาน รวมไปถึงภาษาพูดก็มีส่วนคล้ายกัน) มีเมืองแถนเป็นศูนย์กลางสำคัญ แต่ก็ยังถูกรุกรานแย่งชิงจากจีนไม่หยุดหย่อน
อ้ายลาวจึงอพยพลงมาตั้งอาณาจักรใหม่อีก คือ อาณาจักรหนองแส มีขุนบรมวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของอ้ายลาวเป็นผู้ปกครองขุนบรมขึ้นครองราชย์ พ.ศ.1272 ได้รวบรวมผู้คนเป็นปึกแผ่น และส่งลูกหลานไปครองเมืองต่าง ๆ ในบริเวณนั้นลูกหลานที่ส่งไปครองเมืองมี 7 คน คือ
1. ขุนลอ ครองเมืองชวา คือ หลวงพระบาง
2. ขุนยีผาลาน ครองเมืองหอแตหรือสิบสองพันนา
3. ขุนสามจูสง ครองเมืองปะกันหรือหัวพันทั้งห้าทั้งหก
4. ขุนไขสง ครองเมืองสุวรรณโดมคำ
5. ขุนงัวอิน ครองเมืองอโยธยา (สุโขทัย)
6. ขุนลกกลม ครองเมืองมอญ คือ หงสาวดี
7. ขุนเจ็ดเจือง ครองเมืองเชียงขวางหรือเมืองพวน
พี่น้องอ้ายลาวทั้ง 7 ปกครองบ้านเมืองแบบเมืองพี่เมืองน้องมีอะไรก็ช่วยเหลือเจือจุนกันโดยยึดมั่นในคำสาบานที่คำสัตย์ปฏิญาณร่วมกันว่า “ไผรบราแย่งแผ่นดินกัน ขอให้ฟ้าผ่ามันตาย”สำหรับ กลุ่มอ้ายลาวนี้น่าจะเกี่ยวโยงเป็นกลุ่มเดียวกับคนชาติพันธุ์ลาวในอีสาน น่าจะเป็นกลุ่มลาวเชียงและลาวเวียง คือ กลุ่มจากอาณาจักรล้านนา (ลาวเชียง) และกลุ่มจากอาณาจักร ล้านช้าง (ลาวเวียง) ในพุทธศตวรรษที่ 17–18 เริ่มตั้งแต่สร้างเมืองชวาหรือเมืองหลวงพระบาง มีกษัตริย์ปกครองติดต่อกันมาถึง 22 องค์
กษัตริย์องค์หนึ่งคือพระเจ้าเงี้ยว ได้กำเนิดลูกชายคือพระเจ้าฟ้างุ้ม พระเจ้าฟ้างุ้ม เกิดมามีฟันเต็มปาก เสนาอำมาตย์ในราชสำนักเห็นเป็นอาเพศจึงทูลให้พระบิดานำไป “ล่องโขง” คือลอยแพไปตามลำน้ำโขง มีพระเขมรรูปหนึ่งพบเข้าเกิดเมตตาเอาพระเจ้าฟ้างุ้มไปชุบเลี้ยงจนเติบใหญ่แล้วถวายตัวในราชสำนักเขมรพระเจ้าฟ้างุ้มได้รับการศึกษาอบรมอย่างองค์ชายเขมร และทรงเป็นราชบุตรเขยของกษัตริย์เขมรด้วย เมื่อพระเจ้าฟ้าเงี้ยวสิ้นพระชนม์ เจ้าฟ้าคำเสียวผู้เป็นน้องชายขึ้นครองราชย์แทน พระเจ้าฟ้างุ้มจึงยกทัพจากเขมรทวงราชสมบัติของบิดาคืน สามารถโจมตีเมืองหลวงพระบางได้ เจ้าฟ้าคำเลียวเสียทีแก่หลานสู้ไม่ได้ น้อยใจจึงกินยาพิษตาย
เจ้าฟ้างุ้มจึงขึ้นครองเมืองหลวงพระบางเมื่อ พ.ศ. 1896 ทรงพระนามว่า “พระยาฟ้างุ้มแหล่งหล้าธรณี” พระเจ้าฟ้างุ้มเป็นกษัตริย์ที่มีพระปรีชาสามารถมาก เป็นนักรบผู้กล้าหาญชาญฉลาด ในช่วงนั้นอาณาจักรสุโขทัยมีพระมหาธรรมราชาลิไทเป็นกษัตริย์ พระเจ้าฟ้างุ้มได้ขยายอำนาจแผ่ไปถึงญวน ลงมาถึงส่วนหนึ่งของเขมรตอนล่างและเข้ามาสู่ดินแดนอีสานได้อพยพผู้คนจากเวียงจันทน์มาอยู่บริเวณเมืองหนองหาน และหนองหานน้อยประมาณ 10,000 คน
พระเจ้าฟ้างุ้มครองราชย์และแผ่แสนยานุภาพเรื่อยมาจนถึงสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) แห่งกรุงศรีอยุธยา พระเจ้าฟ้างุ้มคิดแผ่แสนยานุภาพเข้าครอบครองกรุงศรีอยุธยา ทำให้พระเจ้าอู่ทองต้องเจรจาหย่าศึกโดยอ้างความเป็นญาติร่วมวงศ์ขุนบรมเดียวกันว่า “เฮาหากแมนอ้ายน้องกันมาแต่ขุนบรมพุ้น หากเจ้าเป็นลูกหลานขุนบรมจริง เฮาอย่ามารบราฆ่าฟันกันเลย ดินแดนส่วนที่อยู่เลยดงสามเส้า (ดงพญาไฟ ไปจดภูพระยายาฝอและแดนเมืองนครไทยให้เป็นของเจ้า ส่วนที่อยู่เลยดงพญาไฟลงมาให้เป็นของข้อย แล้วจัดส่งลูกสาวไปจัดที่อยู่ที่นอนให้” (ทองสืบ ศุภมารค: อ้างใน สมเด็จพระสังฆราชลาวง2528:43)
พระเจ้าอู่ทองยัง ได้ส่งช้างพลาย 51 เชือก ช้างพัง 50 เชือก เงินสองหมื่น นอแรดแสนนอ กับเครื่องบรรณาการอื่น ๆ อีกอย่างละ 100 ให้แก่พระเจ้าฟ้างุ้ม จากหลักฐานนี้อาณาจักรลานช้างจึงมีอำนาจครอบครองดินแดนอีสาน ยกเว้นเมืองนครราชสีมาที่ยังคงเป็นอิสระอยู่เพราะในหนังสือ “King of Laos” ระบุว่าในปี ค.ศ. 1385 อาณาเขตกรุงล้านช้างทางทิศตะวันตกติดต่อกับโคราช(นครราชสีมา)
ดินแดนอีสานส่วนใหญ่ตกอยู่ในอำนาจของพระเจ้าฟ้างุ้มเรื่อยมาจนถึงสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช (ลาวเขียนไชยเสฏฐามหาราช) ขึ้นครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.2091–2114 ได้ย้ายเมืองหลวงจากหลวงพระบางมาอยู่เวียงจันทน์ พระองค์ได้ทำสัญญาพันธมิตรกับสมเด็จพระมหาจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยา และทั้งสองได้สร้างพระธาตุศรีสองรัก ที่อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เป็นเขตแดนระหว่างสองอาณาจักร กษัตริย์องค์นี้ได้สร้างวัดองค์ดื้อ และศาสนสถานต่าง ๆ ในเขตเมืองหนองคาย และบูรณะพระธาตุพนมด้วย จึงอาจกล่าวได้ว่า พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชสนใจดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงมากกว่าสมัยก่อน ๆ
ต่อมาในปี พ.ศ. 2250 เกิดการแก่งแย่งอำนาจขึ้นในลาว ทำให้ลาวถูกแบ่งออกเป็น 2 อาณาจักร มีหลวงพระบางและเวียงจันทน์เป็นศูนย์กลาง และในปี พ.ศ. 2256 อาณาเขตเวียงจันทน์ทางใต้ได้ถูกแบ่งแยกโดยเจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูร (เจ้าหน่อกษัตริย์) มีเมืองนครจำปาศักดิ์เป็นเมืองหลวง ผู้ครองนครจำปาศักดิ์ได้ส่งจารย์แก้ว (เจ้าแก้วมงคล) มาเป็นเจ้าเมืองท่งหรือเมืองทุ่ง ในเขตอำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด นับว่านครจำปาศักดิ์ได้ขยายอำนาจเข้ามาสู่ลุ่มแม่น้ำมูล – ชี ตอนกลาง
เวลาต่อมาลูกหลานเจ้าเมืองท่งหรือเมืองสุวรรณภูมิได้สร้างเมืองต่าง ๆ ในดินแดนอีสานมากกว่า 15 เมือง (อภิศักดิ์ โสมอินทร์. 2540 : 71) เช่น สุวรรณภูมิ ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ มหาสารคาม ชนบทขอนแก่น ฯ ล ฯ ต่อมาเกิดความไม่ลงรอยแตกแยกกัน ระหว่างกลุ่มขุนนางและกษัตริย์ลาวผู้คนได้อพยพหนีภัยการเมืองจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงเข้าสู่อีสานเหนือ กลุ่มสำคัญได้แก่
กลุ่มเจ้าผ้าขาว โสมพะมิตร
กลุ่มนี้อพยพผู้คนมาตั้งอยู่ริ่มน้ำปาว คือ บ้านแก่งส้มโฮง (สำโรง) เจ้าโสมพะมิตรได้เข้าเฝ้ารัชกาลที่ 1 ที่กรุงเทพ ฯ เพื่อถวายความจงรักภักดี และเนื่องจากมีกำลังคนถึง4,000 คน รัชกาลที่ 1 จึงโปรดเกล้าให้ยกบ้านแก่งส้มโฮงเป็นเมืองกาฬสินธุ์ขึ้นตรงต่อกรุงเทพและเจ้าโสมพะมิตรได้รับบรรดาศักดิ์เป็น “พระยาไชยสุนทร” เจ้าเมืองกาฬสินธุ์
กลุ่มพระวอพระตา
พระวอพระตาเป็นเสนาบดีลาว เกิดขัดใจกษัตริย์เวียงจันทน์ อพยพผู้คนข้ามโขงมาอยู่ที่หนองบัวลุ่มภูซึ่งเป็นเมืองอยู่ก่อนแล้ว ตั้งชื่อเมืองว่า “นครเขื่อนขันฑ์กาบแก้วบัวบาน” แต่ได้ถูกกองทัพลาวตามตีจนพระตาตายที่รบ ส่วนพระวอได้พาบริวารไพร่พลหนีลงไปตามลำแม่น้ำโขงจนถึงดอนมดแดง และต่อมาลูกหลานของพระวอได้ขอตั้งเป็นเมืองอุบลราชธานี และเมืองยโสธร

กลุ่มท้าวแล ท้าวแลและสมัครพรรคพวกได้อพยพหนีภัยการเมืองจากเวียงจันทน์ มาอยู่ในท้องที่เมืองนครราชสีมา ต่อมาได้ย้ายไปทางตอนเหนือแล้วขอตั้งเป็นเมืองชัยภูมิ ท้าวแลได้รับโปรดเกล้าให้เป็นเจ้าเมือง มีบรรดาศักดิ์ว่า “พระภักดีชุมพล” ต่อมาได้เลื่อนเป็น “พระยาภักดีชุมพล”การตั้งบ้านเมืองในดินแดนอีสานตั้งแต่พุทธศตวรรษ 24-25 หรือตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย จนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีเมืองต่าง ๆ เกิดขึ้นมากกว่า 100 เมือง มีแบบแผนการปกครองตามแบบหลวงพระบาง เวียงจันทน์ และจำปาศักดิ์คือมีตำแหน่งอาชญาสี่คือ เจ้าเมือง อุปฮาด ราชวงศ์ ราชบุตร ส่วนเมืองในเขตอีสานใต้คือนครราชสีมาและหัวเมืองเขมรป่าดง ได้ใช้แบบแผนการปกครองแบบกรุงเทพ ฯ คือมีเจ้าเมือง ปลัดเมือง ยกกระบัตรเมือง และผู้ช่วยราชการเมือง
จากหลักฐานของลาวสามารถกล่าวได้ว่ากลุ่มชาติพันธุ์ลาว ได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในอีสานมานานแล้ว จึงสรุปได้ว่า คนในท้องถิ่นอีสาน หรือบริเวณนี้เป็นเชื้อสายลาว ซึ่งมีประวัติความเป็นมายาวนาน สืบทอดสายธารทางประวัติศาสตร์อย่างต่อเนื่องจากอดีตจนถึงปัจจุบัน และตลอดไปในอนาคตอีกนานเท่านาน
ภาพถ่ายชาวไทยอีสานโบราณ










**โปรดแชร์เก็บไว้ ให้ลูกหลานเราได้จดจำ..เด้อพี่น้องไทยอีสานบ้านเฮา  ** 
แหล่งที่มา : https://todaynewsth.com/onsornisan/archives/3144

วันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

"พระปรางค์วัดไชยวัฒนาราม" เคย..หุ้มทอง ประวัติศาสตร์สุดเศร้า..ภายใต้ความงดงามที่คนรุ่นหลังไม่เคยได้สัมผัส

จากกรณีที่ละครดังแห่งปีอย่าง บุพเพสันนิวาส ที่ออกอากาศทางช่อง 3 เกิดเป็นกระแสโด่งดังไปทั่วพระนคร ซึ่งละครเรื่องนี้เป็นละครที่อิงประวัติศาสตร์ ทำให้คนเข้ามาสนใจประวัติศาสตร์มากขึ้น รวมไปถึงสถานที่ที่ท่องเที่ยวประวัติศาสตร์ก็เป้นที่นิยมไม่แพ้กัน อย่างเช่นที่วัดไชยวัฒนาราม ก็ได้มีประชาชน และนักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชมเป็นจำนวนมาก อย่างสถานที่ วัดไชยวัฒนาราม ซึ่งเป็นฉากเปิดเรื่องของละครเรื่องนี้ ก็ทำให้มีประชาชนเข้าไปเที่ยวเป็นจำนวนมาก 


สำหรับวัดไชยวัฒนารามนั้น หลายคนคงได้เห็นฉากในละครแล้วว่า มีความงดงามมากขนาดไหน ถึงแม้ว่าจะถูกเผาเมื่อครั้งเสียกรุง แต่วัดไชยฯก็ยังคงความสวยงามให้คนรุ่นหลังได้ชมความงดงามของวัดไชยวัฒนาราม แต่หลายคนยังไม่เคยรู้มาก่อนว่า พระปรางค์ที่วัดไชยนั้น เคยหุ้มด้วยทอง
                        พระปรางค์วัดไชยวัฒนารามนั้นสร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง มีความสูงประมาณ ๓๕ เมตร ผังรูปสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้ยี่สิบ มีปรางค์บริวารเล็กๆ อยู่ ๔ มุม เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสมณฑลฝ่ายเหนือในพุทธศักราช ๒๔๔๔ ในการนมัสการองค์พระพุทธชินราชจำลองและอัญเชิญลงมายังกรุงเทพนั้น ในระหว่างทางเสด็จพระราชดำเนินกลับจากพิษณุโลกลงมายังพระราชวังบางปะอิน ทรงสำรวจวัดไชยวัฒนารามดังนี้
 วันที่ ๕ พฤศจิกายน รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๐ 
"...มาถึงวัดป่าโมกข์ทางประมาณสักชั่วโมงหนึ่ง ได้ขึ้นนมัสการพระนอนที่วัดป่าโมกข์ มีราษฎรมาประชุมคอยรับเป็นอันมาก ลงเรือกลไฟเล็กลงมาทางคลองบ้านกุ่ม ออกคลองบ้านใหม่ ทางนี้น้ำลึกสายน้ำเชี่ยวจัดแต่มีคดหลายแห่ง เพราะเหตุน้ำไหลทางคลองนี้แรงจึงทำให้น้ำทางหัวตะพานอ่อนไป แม่น้ำตื้นและแคบลงมาก ซึ่งฉันได้กล่าวไว้แต่ก่อนว่าน่ากลัวจะตัน ลงมาหยุดพักที่วัดไชยวัฒนาราม ซึ่งเขาได้ถางให้ดู การที่ถางครั้งนี้หมดจดดีมากได้เห็นทั่วถึง องค์ปรางค์ใหญ่นั้นไม่มีลายปูน มีรอยตะปูทั่วไป "เห็นจะหุ้มดีบุกปิดทอง" พระปรางค์ ๔ ทิศก็มีรอยตะปูอย่างเดียวกัน เมรุทิศเมรุแทรกซึ่งยังคงอยู่ทั้งแปด มีพระพุทธรูปทรงเครื่อง ปั้นด้วยปูนลักษณะประธานวัดน่าพระเมรุยังอยู่ดี ตัวไม้เรือนแก้วและเพดานก็ยังไม่มีผุ แต่พระระเบียงซึ่งใช้แทนสามซ้างชำรุดพังทุกด้าน พระพุทธรูปก็หักหมด นอกสามซ้างออกไปมีกำแพงแก้วย่อไม้ ๑๒ อีกชั้นหนึ่ง ชนหลังพระอุโบสถนั้นพังหมดเหลือแต่พระพุทธรูปดีซึ่งน่าจะมี ๓ เหลือ ๒ ตั้งอยู่บนฐานคงที่ มีกำแพงแก้วอีกชั้นหนึ่ง

ถึงแนวหน้าพระอุโบสถมีพระเจดีย์รูปเดียว ฝีมือเดียวรูปเดียวกันกับที่วัดชุมพล ตั้งอยู่ในกำแพงแก้วหน้าพระอุโบสถข้างละองค์ มีพระเจดีย์ตั้งอยู่ในกำแพงแก้วไม้ ๑๒ องค์หนึ่งพระปรางค์ชักมุขขนาดย่อมตั้งอยู่นอกกำแพงแก้วชั้นนอกอีกองค์หนึ่ง เห็นจะสร้างเติมขึ้นภายหลัง การทั้งปวงน่าจะไม่แล้วสำเร็จทีเดียวนัก ตามเมรุทิศยังมีไม้กันคราก ซึ่งและเห็นว่าไม่ได้คิดจะเอาไว้ประดับ เสาลงรักแต่ยังไม่ได้ปิดทอง ถ้าจะผิดก็จะเป็นแต่ไม่คิดจะปิด พวกราษฎรพากันมาคอยรับเป็นอันมาก ออกจากวัดไชยวัฒนาราม ล่องลงมาบางปะอินเวลาบ่าย ๒ โมงเศษ
สำหรับวัดไชยวัฒนาราม หรือ วัดชัยวัฒนาราม เป็นวัดเก่าแก่สมัยอยุธยาตอนปลายในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตั้งอยู่ที่ ตำบลบ้านป้อม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ทางฝั่งตะวันตกนอกเกาะเมือง

วัดไชยวัฒนารามเป็นวัดสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าปราสาททอง พ.ศ. ๒๑๗๓ โดยเดิมบริเวณที่ตั้งของวัดแห่งนี้เคยเป็นที่อยู่ของพระราชมารดาที่ได้สิ้นพระชนม์ไปก่อนที่พระเจ้าปราสาททองได้เสวยราชสมบัติเป็นกษัตริย์ เมื่อพระองค์ได้เสวยราชสมบัติ พระองค์จึงได้สร้างวัดไชยวัฒนารามขึ้นเพื่ออุทิศผลบุญนี้ให้กับพระราชมารดาของพระองค์ และอีกประการหนึ่งวัดนี้อาจถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะเหนือเขมรด้วย จึงทำให้มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมส่วนหนึ่งมาจากปราสาทนครวัด นอกจากนี้เรื่องของพระปรางค์วัดไชยวัฒนารามหุ้มทองนั้น อาจจะเป็นเรื่องจริง เนื่องด้วยสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าปราสาททอง หากมีการหุ้มด้วยทองจริง ก็สันนิษฐานได้ว่า พระสมัญญานาม " พระเจ้าปราสาททอง" ก็น่าจะมาจากการสร้าง วัดไชยวัฒนารามแห่งนี้ด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก : เพจ กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา 

ควบสอง! “เอ็ดการ์” ติดทีมยอดเยี่ยม ACL และแข้งดีเด่นประจำวีก


บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด (รองแชมป์กลุ่มG) เปิดสนาม บุรีรัมย์ สเตเดียม เอาชนะ ชุนบุค ฮุนได มอเตอร์ส (แชมป์กลุ่ม E) ซึ่งเป็นทีมอันดับ 1 ของเอเชีย ไปได้สุดมันส์ 3-2 จากการคัดเลือกของ เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก ปรากฏว่า  เอ็ดการ์ บรูโน ดา ซิลวา กองหน้าของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ติดทีมยอดเยี่ยมประจำสัปดาห์ หลังทำ 2 ประตูในเกมที่บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ชนะ ชนบุค ฮุนได มอเตอร์ส 3-2 ในซึกเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดแรก เมื่อวันอังคารที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมา นอกจากนี้  เอ็ดการ์ บรูโน ดา ซิลวา ดาวยิงของ ปราสาทสายฟ้า ยังได้รับการยกย่องให้เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำสัปดาห์ ด้วยคะแนน 8.4 คะแนน สำหรับโปรแกรมต่อไปศึกเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก 2018 รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2 บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จะต้องยกทัพออกไปเยือน สนามชุนจู เวิลด์คัพ สเตเดียม ของ ชุนบุค ฮุนได มอเตอร์ส ในวันอังคารที่ 15 พฤษภาคม 2561 คิกออฟเวลา 17.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย ช้ากว่าเวลาท้องถิ่น 2 ชั่วโมง)



เนื้อข่าวโดย https://twitter.com/TheAFCCL

https://myburiramcity.blogspot.com/2018/05/blog-post_17.html

สถานที่ท่องเที่ยว เมืองต้องห้ามพลาด ! จังหวัดบุรีรัมย์

สถานที่ท่องเที่ยว

สถานที่ท่องเที่ยวเมืองต้องห้ามพลาด จังหวัดบุรีรัมย์ 

มาเยือนถิ่นอีสานอย่าง “บุรีรัมย์” เมืองเก่าทั้งที่ ยังไม่รู้จะเริ่มต้นเที่ยวที่ไหนดี มีคำแนะนำมาให้ ลองตามมาดูกันสิว่าที่เที่ยวแห่งไหน จะเป็นสถานที่ยอดนิยมประจำเมืองกันบ้าง

1. อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง หรือ ปราสาทหินพนมรุ้ง

ข้อมูล : อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง หรือ ปราสาทหินพนมรุ้ง เป็นหนึ่งในปราสาทหินในกลุ่มราชมรรคา ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 2 (บ้านดอนหนองแหน) ตำบลตาเป๊ก อำเภอเฉลิมพระเกียรติ ห่างจากตัวเมืองบุรีรัมย์ลงมาทางทิศใต้ประมาณ 77 กิโลเมตร ประกอบไปด้วยโบราณสถานสำคัญ ซึ่งตั้งอยู่บนยอดภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว สูงประมาณ 200 เมตรจากพื้นราบ (ประมาณ 350 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง) คำว่า พนมรุ้ง นั้น มาจากภาษาเขมร คำว่า วนํรุง แปลว่า ภูเขาใหญ่
ที่ตั้ง : เขาพนมรุ้ง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ 31110
วันเวลาเปิด – ปิด  : เปิดให้เข้าชมทุกวัน
การเดินทาง : ใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 218 (บุรีรัมย์-นางรอง)
——————————————————————————————————
2. ปราสาทหินเมืองต่ำ
ตั้งอยู่ที่บ้านโคกเมือง ตำบลจรเข้มาก อำเภอประโคนชัย เป็นเมืองโบราณร่วมสมัยกับปราสาทเขาหินพนมรุ้ง นับเป็นปราสาทหินของโบราณที่มีขนาดใหญ่มากอีกแห่งหนึ่งของจังหวัด ภายในประกอบด้วยอาคารสถาปัตยกรรมต่าง ๆ เช่น กำแพงแก้ว, ลานปราสาทหินเมืองต่ำและสระน้ำ, ระเบียงคดและซุ้มประตู, กลุ่มปราสาทอิฐ, บรรณาลัย และบาราย เป็นต้น ปราสาทเมืองต่ำ อยู่ห่างจากปราสาทเขาหินพนมรุ้งเพียง 8 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวสามารถเที่ยวชมโบราณสถานทั้ง 2 แห่งได้อย่างสะดวก
bu7
3. วัดเกาะแก้วธุดงคสถาน (วัดระหาน)
ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านด่าน อำเภอบ้านด่าน ภายในวัดประดิษฐานพระมหาธาตุรัตนเจดีย์ สร้างขึ้นจากดำริของหลวงปู่จันทร์แรม เขมสิริ พระเกจิชื่อดัง เพื่อเป็นปูชนียสถานระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และใช้เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ที่หลวงปู่จันทร์แรม อัญเชิญมาจากประเทศศรีลังกา ภายในวัดสงบร่มรื่น เหมาะสำหรับเป็นที่ที่พุทธศาสนิกชนเดินทางมาทำบุญและปฏิบัติธรรม รวมถึงยังจะได้เห็นฝูงนกยูงจำนวนมากภายในวัดอีกด้วย (สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ก หลวงปู่จันทร์แรม เขมสิริ วัดระหาน(เกาะแก้วธุดงคสถาน) จ.บุรีรัมย์) เส้นทางระหว่าง บ้านด่าน – สตึก ปากทางจะมีรูปช้างตัวใหญ่ สังเกตุได้ง่าย
bu5
4. วัดเขาพระอังคาร
ตั้งอยู่บนยอดเขาอังคาร ในอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยเดียวกับปราสาทหินพนมรุ้ง เป็นวัดที่มีความสวยงาม ใหญ่โตแห่งหนึ่งของจังหวัดบุรีรัมย์ มีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย เช่น โบสถ์ 3 ยอด ซึ่งภายในโบสถ์มีภาพจิตรกรรมฝาผนัง และเรื่องราวชาดกเป็นภาษาอังกฤษ, ใบเสมาพันปี, พระพิฆเนศงาเดียว, พระพุทธ 109 องค์, พระตำหนักศักดิ์สิทธิ์ และเทวรูปเจ้าเมืองขอม เป็นต้น
bu9
5. สนามฟุตบอล ช้างอารีน่า ( Chang Arena )
ช้างอารีนา (อังกฤษChang Arena, ชื่อเดิม: ไอ-โมบาย สเตเดียม) มีชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า ธันเดอร์คาสเซิลสเตเดียม (อังกฤษThunder Castle Stadium) เป็นสนามกีฬาที่สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสนามเหย้าของสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ตั้งอยู่ที่ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ สนามแห่งนี้มีความจุ 24,000 ที่นั่ง (ในปี พ.ศ. 2557 ได้ต่อเติมเป็น 32,600 ที่นั่ง) โครงสร้างประกอบด้วยเหล็กและไฟเบอร์ ซึ่งสร้างด้วยงบประมาณกว่า 500 ล้านบาท โดยเป็นเงินสนับสนุนภายใต้สัญญาการกำหนดชื่อจากไอ-โมบายและบางส่วนของนายเนวิน ชิดชอบ จัดเป็นสนามฟุตบอลที่ได้มาตรฐานแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทยที่ไม่มีลู่วิ่งคั่นสนามและผ่านมาตรฐานสหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย และสหพันธ์ฟุตบอลอาเซียน ผ่านมาตรฐานสนามกีฬาระดับเอจากสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย และยังผ่านมาตรฐานระดับโลกจากสหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ และยังได้บันทึกลงกินเนสบุ๊คว่าเป็นสนามฟุตบอลในระดับฟีฟ่าแห่งเดียวในโลกที่ใช้เวลาก่อสร้างน้อยที่สุดในโลกคือ 256 วัน สนามนี้มีทั้งหมด 4 ชั้น โดยชั้นที่ 1 เป็นสำนักงานห้องแถลงข่าว ห้องสื่อมวลชน ร้ายขายสินค้าที่ระลึก ห้องนักกีฬาทีมเหย้า-เยือน ห้องพักผู้ตัดสิน ห้องปฐมพยาบาล และห้องประชุม ชั้นที่ 2 จะเป็นห้องจัดเลี้ยงใหญ่จำนวน 400 ที่ นั่ง ชั้นที่ 3 เป็น ห้องวีไอพี 6 ห้อง และห้องจัดเลี้ยง 1 ห้อง และชั้นที่ 4 มี ห้องวีไอพีจำนวน 15 ห้อง สนามแห่งนี้ยังมีการติดตั้งไฟส่องสว่างของฟิลิปส์อย่างมาตรฐานจะมีความสว่างของไฟอยู่ที่ 1,500 ลักซ์ โดยในส่วนอัฒจันทร์ฝั่งกองเชียร์นั้นมีเก้าอี้ที่นั่งเชียร์เป็นสีน้ำเงินเกือบหมด แต่จะใช้เก้าอี้สีขาวตรงที่มีคำว่า ธันเดอร์คาสเซิล และ บุรีรัมย์ มีหัวหน้ากองเชียร์คือ นางกรุณา ชิดชอบ เป็นแกนนำหลักในการเชียร์ช้างอารีนา เคยใช้เป็นสถานที่จัดคอนเสิร์ตและกิจกรรมรื่นเริงครั้งใหญ่ในเทศกาลสงกรานต์ในปี พ.ศ. 2555 โดยการจัดของนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสร โดยมีศิลปินนักร้องมากมาย อาทิ โซะระ อะโอะอิเอ็นเอส ยุน จีปีเตอร์ คอร์ป ไดเรนดัลนูโวไมโครปกรณ์ ลัมบอดี้แสลมคาราบาวลาบานูนบิ๊กแอสโลโซ เป็นต้นในปี พ.ศ. 2560 เมื่อกลุ่มสามารถคอร์ปอเรชั่น ได้ยุติตราสินค้าไอ-โมบาย ชื่อสนามจึงได้เปลี่ยนตามผู้สนับสนุนหลักของสโมสรอีกบริษัทหนึ่ง คือ ช้าง โดย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ซึ่งสนามแข่งรถที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง ก็ใช้ชื่อตามตราสินค้านี้เช่นกัน
ขอบคุณภาพ สโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
——————————————————————————————————
6. วนอุทยานเขากระโดง ห่างจากสนามฟุตบอล สนามแข่งรถบุรีรัมย์ ประมาณ 5 นาที
จากภูเขาไฟที่นอนหลับใหลสู่การเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจท่ามกลางความสมบูรณ์ของธรรมชาติ ตั้งอยู่ที่บ้านน้ำซับ ตำบลเสม็ด อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว มีปากปล่องทะลุเห็นได้ชัดเจน รอบบริเวณแวดล้อมด้วยป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าขนาดเล็ก โดยเฉพาะนกนานาชนิด บนเขากระโดงยังมีโบราณสถานสมัยขอม รอยพระพุทธบาทจำลอง และพระพุทธรูปขนาดใหญ่ เป็นที่เคารพสักการะของคนในท้องถิ่น นักท่องเที่ยวนิยมขึ้นไปชมทิวทัศน์ของตัวเมืองบุรีรัมย์ และไหว้พระเพื่อเป็นสิริมงคล ป่าเขากระโดงมีพื้นที่ 6,212 ไร่ กรมป่าไม้ได้ประกาศให้เป็นวนอุทยานเขากระโดงเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม (วันปิยะมหาราช) พ.ศ. 2521 ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของสำนักงานป่าไม้เขตนครราชสีมา
————————————————————————————————————————————-
7 .สวนน้ำเนรมิตบุรีรัมย์
พิกัด:
 บ้านโกรกขี้หนู (ตรงสี่แยกทางไปวัดป่าแสงประทีบ) 88 หมู่ 3 เทศบาลเมืองชุมเห็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์.
อัตราค่าบริการสวนน้ำ เด็ก 80 บ. – ผู้ใหญ่ 120 บ. เด็กส่วนสูงต่ำกว่า 90 ซม. เข้าฟรี
บริการเช่าชุดว่ายน้ำ – เด็กเล็ก 40 บ. – เด็กโต 60 บ.
ระยะเวลาในการเล่น: ไม่จำกัดเวลาในการเล่นน้ำ จ่ายครั้งเดียวจบ เล่นเครื่องเล่นบ้านลม ได้ทุกชิ้น บริการฟรี เสื้อชูชีพ สำหรับเด็กเล็ก มีซุ้มให้นั่งพักผ่อน มีอาหารบริการ
กติกาในการแต่งกายเด็ก: สวมชุดว่ายน้ำ สวมชูชีพเพื่อความปลอดภัย
ผู้ใหญ่ สวมชุดว่ายน้ำ หรือ กางเกงผ้า ผ้าร่ม เสื้อยืด โดยที่ไม่มีซิป หรือตะขอขีดข่วน
เวลาเปิด- ปิด: 10.00 – 20.00 น.
7. เพ ลา เพลิน 
ตั้งอยู่ที่อำเภอคูเมือง เป็นแหล่งพักผ่อนและแหล่งเรียนรู้ที่สมบูรณ์แบบแห่งเดียวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภายในมีทั้ง บูติก รีสอร์ท สถานที่จัดสัมมนา จัดทัศนศึกษาแบบพักแรมและแบบเช้าไป-เย็นกลับสำหรับเยาวชน ประกอบไปด้วยหลากหลายโซน เช่น โซนเด็ก, โซนสวนสไตล์อังกฤษ, โซนฟาร์มม้าแคระนำเข้าจากอังกฤษ และฟาร์มแกะ เป็นต้น เรียกได้ว่าทุกมุมใน “เพ ลา เพลิน” คุณจะได้พบแต่ความสุขและความสนุก พร้อมด้วยความประทับใจจากการได้มาพักผ่อนที่นี่อย่างแน่นอน (สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ playlaploen.com หรือ เฟซบุ๊ก Play La Ploen)
8. สวนนก
ตั้งอยู่ตำบลสะแกซำ อยู่ในบริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยตลาด นักท่องเที่ยวจะได้พบเห็นฝูงนกชนิดต่าง ๆ กว่า 100 ชนิดที่บินมาอาศัย โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-เมษายน จะมีฝูงนกมาอาศัยอยู่มากเป็นพิเศษ บางชนิดใกล้สูญพันธุ์และหาดูได้ยาก เช่น นกเป็ดหงส์ นกเป็ดก่า และนกกาบบัว เป็นต้น ถ้าหากว่าคุณเป็นคนที่ชื่นชอบธรรมชาติ ชอบที่จะดูนกเพลิน ๆ เคล้ากับบรรยากาศดี ๆ ที่นี่เหมาะสำหรับเป็นที่เที่ยวที่น่าสนใจมาก ๆ อีกที่หนึ่งค่ะ
9. ถนนคนเดินเซราะกราว 
ตั้งอยู่บริเวณหน้าจวนผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ นักท่องเที่ยวจะสนุกและเพลิดเพลินไปกับการเดินเลือกซื้อของและเลือกซื้อสินค้าพื้นบ้าน ของฝากที่ระลึก และชมการแสดงศิลปหัตถกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวจังหวัดบุรีรัมย์ นอกจากจะมีของให้เลือกซื้อมากมายแล้ว บรรยากาศของที่นี่ก็ชิลสุด ๆ เพราะตั้งอยู่ริมคลองละลม ใครที่เดินเที่ยวจนเมื่อยขา ก็แวะมานั่งชิล ๆ รับลมเย็น ๆ หรือจะนั่งรับประทานอาหารอร่อย ๆ ก็ได้ค่ะ เปิดทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 17.00-22.00 น. (สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 044 602 345 หรือ เฟซบุ๊ก ถนนคนเดิน เซราะกราว วอล์คกิ้ง สตรีท) ขอบคุณภาพ   เฟซบุ๊ก ถนนคนเดิน เซราะกราว วอล์คกิ้ง สตรีท 
10. หาดปราสาททอง
หาดปราสาททอง สถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดบุรีรัมย์ตั้งอยู่ที่ อ่างเก็บน้ำทุ่งกระเต็น ต.เย้ยเย้ยปราสาท อ.หนองกี่ ซึ่งเปิดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเมื่อวันที่ 19 ม.ค. 59 ที่ผ่านมา ขอบคุณภาพจาก facebookหาดปราสาททอง “หนองกี่”